10 กลยุทธ์เด็ดเพื่อดีไซน์สีเขียว

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

“Thailand, Sinking: Parts of Bangkok Could be Underwater in 2030” พาดหัวข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในเวลาอีกเพียงไม่ถึง 20 ปีนี้ อาจฟังคล้ายถ้อยคำโฆษณาหนังภัยธรรมชาติจากฮอลลีวู้ดมากกว่า แม้จะมีทั้งคนที่เชื่อ ไม่เชื่อ และไม่แน่ใจว่า กรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำตามข่าวจริงหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นสร้างความเสียหายให้กับเราอย่างประเมินค่ามิได้

ที่น่าเศร้าคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา การรณรงค์เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตดูจะเป็นการแก้ไขปัญหาด้วย “ลมปาก” มากกว่า ดังนั้น ถ้าคุณเป็นนักออกแบบ นอกจากคุณจะช่วยโลกด้วยการใช้ถุงผ้า ขึ้นรถไฟฟ้าแทนรถส่วนตัว เปิดแอร์ 25 องศา ฯลฯ แล้ว คุณยังสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม “เชิงรุก” ด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ได้รวบรวมหลักเกณฑ์การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่นอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว นักออกแบบและเจ้าของสินค้ายังสามารถติดตราฉลาก (หรืออาจระบุเป็นข้อความ สัญลักษณ์ ฯลฯ) เพื่อแสดงว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากบุคคลที่ 3 (ช่วยให้ประหยัดทั้งงบประมาณและเวลาในกระบวนการการผลิตและตรวจสอบ)

ประเด็นที่นักออกแบบต้องคำนึงถึงมีดังต่อไปนี้

1. นำไปหมักทำปุ๋ยและย่อยสลายได้ (Compostable and Degradable) ใช้วัสดุจากธรรมชาติดีกว่าวัสดุสังเคราะห์ เพราะวัสดุจากธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ดังนั้น ทุกครั้งที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ก่อนจะนึกถึงวัสดุจำพวกโฟมหรือพลาสติก ลองนึกถึง กาบหมาก กระดาษใยกล้วย หรือ ไบโอโฟม ดู

2. ง่ายต่อการแยกชิ้นส่วน (Design for Disassembly) ผลิตภัณฑ์ที่แยกชิ้นส่วนได้ง่ายจะช่วยประหยัดค่ากล่องและค่าขนส่ง อีกทั้งเมื่อทิ้งเป็นขยะก็ยังใช้เนื้อที่และพลังงานในการแยกและนำไปแปรรูป/กำจัดน้อยกว่าด้วย ดังนั้น หากคุณออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ “ถอด-ประกอบ” ได้ ก็เท่ากับคุณได้ช่วยยืดอายุของโลกใบนี้อีกแรงหนึ่ง (ปัจจุบันใช่ว่าจะมีแต่ IKEA เท่านั้นที่เป็นผู้นำสินค้าประเภทถอด-ประกอบ แต่ Quickbar คิออสแบบถอดประกอบได้ฝีมือคนไทยก็เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาไม่แพ้กัน)

3. มีอายุการใช้งานยาวนาน (Extended Life Product) ของที่ใช้ทนย่อมสร้างขยะน้อยกว่าของที่ใช้ไม่กี่ครั้งแล้วก็ต้องทิ้ง ทั้งๆ ที่ปริมาณพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้านั้นใกล้เคียงกัน แม้ว่าวัสดุต้นทุนต่ำ (ซึ่งมักใช้ไม่ทน) จะทำให้สินค้ามีราคาถูกกว่า แต่เมื่อเทียบกับอายุการใช้งานที่สั้นก็เท่ากับว่าสินค้านั้นราคาไม่ถูกจริง (อย่างเช่น เสื้อผ้า Primark) นักออกแบบจึงควรเลือกใช้วัสดุที่มีอายุการใช้งานนานเพื่อลดปริมาณขยะ แล้วหาวิธีประหยัดต้นทุนด้วยวิธีอื่นจะดีกว่า

4. สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงาน (Recovered Energy) วัสดุเหลือใช้หลายประเภท อาทิ วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (พวกไม้ฟืน แกลบ ขี้เลื่อย ชานอ้อย ฯลฯ) สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานความร้อนและนำไปปั่นเป็นกระแสไฟฟ้าได้ ดังนั้น วัสดุดังกล่าวจึงมีประโยชน์ในการนำมาเป็นพลังงานหมุนเวียนมากกว่าวัสดุสังเคราะห์

5. สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recyclable) หรือ มีส่วนผสมของวัสดุแปรใช้ใหม่ (Recycle Content) ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต้องสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือมีส่วนผสมของวัสดุที่นำไปรีไซเคิลได้ง่ายอาทิเช่น PET HDPE โลหะ กระดาษแข็ง ฉะนั้น ในกระบวนการออกแบบ นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามแล้ว นักออกแบบน่าจะตั้งเงื่อนไขในการเลือกใช้วัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยเสมอ

6. ลดการใช้พลังงาน (Reduced Energy Consumption) ศตวรรษนี้ นอกจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ในกระบวนการผลิตสินค้าเหล่านั้นเองก็ต้องประหยัดพลังงานด้วยเช่นกัน สิ่งที่นักออกแบบมีส่วนช่วยได้คือ เลือกใช้วัสดุรีไซเคิล ลดความหลากหลายของวัสดุ ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าหนึ่งอย่าง หลีกเลี่ยงวัสดุเป็นพิษ ใช้กาวละลายน้ำได้ ฯลฯ

7. ลดการใช้ทรัพยากร (Reduced Resource User) งานออกแบบที่ “ดี” ต้องตอบสนองทั้งในแง่ประโยชน์การใช้สอยและมีความสวยงามน่าใช้ แต่งานออกแบบที่ “ดีพร้อม” คือ งานที่ใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อยที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังแสดงถึง “กึ๋น” ของนักออกแบบอีกด้วยว่า ภายใต้เงื่อนไขทางการออกแบบที่จำกัด เราจะออกแบบให้งานยังคงตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างไร

8. ลดการใช้น้ำ (Reduced Water Consumption) น้ำ คือ ทรัพยากรอันเป็นต้นเหตุของสงครามในหลายยุคสมัย หากนักออกแบบสามารถออกแบบให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ใช้น้ำน้อยที่สุด ทั้งในกระบวนการผลิต กระบวนการรีไซเคิล หรือเป็นการออกแบบเพื่อการประหยัดน้ำ (เช่น บ้านพักอาศัยประหยัดน้ำ สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ เครื่องซักผ้าแบบใช้น้ำน้อย ฯลฯ) ก็จะช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายได้มาก

9. ใช้ซ้ำและเติมใหม่ได้ (Reusable and Refillable) ผลิตภัณฑ์แบบรีฟิลย่อมช่วยประหยัดพลังงานและลดปริมาณขยะได้มากกว่าการซื้อของใหม่ นอกเหนือจากแชมพู สบู่เหลว ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และเครื่องสำอางบางประเภทแล้ว (อาทิ แป้งเพรสพาวเดอร์) หากผู้ใช้ผู้มีใจรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เห็นผลิตภัณฑ์รีฟิลประเภทอื่นๆ อีก (ลิปสติก? น้ำหอม?) นั่นก็น่าจะเป็นข่าวดี นอกจากนี้ หากบรรจุภัณฑ์ได้รับการออกแบบให้ผู้ผลิตสามารถ “เติมสินค้าลงไปใหม่” ได้อย่างสะดวก นั่นก็จะยิ่งดีมาก

10.ลดของเสีย (Waste Reduction) การเลือกใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ นำมารีไซเคิลได้ ไม่เป็นพิษ ฯลฯ จะช่วยลดปริมาณของเสียได้ นอกจากนี้ การติดฉลากบอกวิธีการกำจัดขยะที่เหมาะสมให้ผู้บริโภคก็จะช่วยลดของเสียได้ด้วยเช่นกัน

แม้การรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงจะไม่ใช่เรื่อง (มัก) ง่ายเพียงแค่การใช้ถุงผ้า แต่ก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือและทำเท่าที่ทำได้ เริ่มจากนักออกแบบ ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ลูกหลานของเราก็จะมีโลกสีเขียวให้พึ่งพาอาศัยไปตราบนานเท่านาน

ข้อมูลเพิ่มเติม:
http://www.thaigdn.net/
http://www.itsnoteasybeinggreen.net/
http://www.ecoshop.in.th/?/story/
http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php

 

ที่มาของบทความ :: http://www.tcdc.or.th/articles/design-creativity/16454/#10-กลยุทธ์เด็ดเพื่อดีไซน์สีเขียว

บทความที่เกี่ยวข้อง