บทความ : กุ้งก้ามกราม

กุ้งก้ามกราม (Macrobrachium rosenbergii de man) เป็นกุ้งน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดย เฉพาะเพศผู้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากมีความต้องการของตลาด ทั้งใน และต่างประเทศจำหน่าย ได้ในราคาสูง ในปี 2545 มูลค่าของผลผลิตมากกว่า 4,000 ล้านบาท

ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรมากขึ้นความต้องการพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยและกิจกรรมต่างๆจึงมีความจำเป็นมากขึ้นเป็นเงาตามตัว พื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำจึงขยายตัวได้ยากและมีแนวโน้มลดลงตลอด การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของเกษตรกรไทยนิยมเลี้ยงในบ่อดินขนาด 3-9 ไร่

เนื่องจากกุ้งก้ามกรามมีพฤติกรรมหวงถิ่น ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้พื้นที่ดินและน้ำในปริมาณมากทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง ในขณะ เดียวกันยังพบปัญหากุ้งที่เลี้ยงโตไม่เท่ากัน กุ้งกินกันเอง และกุ้งเป็นโรค กุ้งที่เลี้ยงได้มีขนาดเล็ก ผลผลิตกุ้งก้ามกรามในบ่อดินประมาณไร่ละ 300-400 กิโลกรัมต่อปี แบ่งเป็นขนาด 40-50 ตัวต่อกิโลกรัม ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ ขนาด 20-30 ตัวต่อกิโลกรัม ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และขนาด 10-15 ตัวต่อกิโลกรัม ประมาณ 15 เปอร์เซนต์การเลี้ยงในบ่อดินใช้เวลานานขึ้นเท่าใด

ยิ่งทำให้พื้น บ่อมีการสะสม ของเสียมากขึ้นก่อให้เกิดการเน่าเสียของพื้นบ่อ และปัญหาที่สำคัญก็ คือ เกษตรกรยังไม่สามารถเลี้ยงให้กุ้งก้ามกรามให้มีขนาดใหญ่คือขนาดตัวละ 200-300 กรัม (ขนาด 3-5 ตัว/กิโลกรัม) ซึ่งมีราคาสูงกว่ากุ้งขนาดเล็กถึง 5-6 เท่า กุ้งขนาดใหญ่นี้มักเรียกว่ากุ้งแม่น้ำเนื่องจากมีขนาดใหญ่น่ารับประทาน ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 400-800 บาท

ปัจจุบันผลผลิตกุ้งก้ามกราม ที่จับได้จากธรรมชาติมีไม่มากและขนาดใหญ่ก็มีน้อยลงมากผลผลิตกุ้งก้ามกรามของไทย 70 เปอร์เซนต์ บริโภคภายในประเทศและส่งออกประมาณ 30 เปอร์เซนต์ จากข้อมูลการส่งออกกุ้งก้ามกรามแช่แข็งในปี พ.ศ. 2542 มีการส่งออกทั้งสิ้น 1,027 ตัน และ เพิ่มขึ้นเป็น 2,964 ตัน ในปี พ.ศ. 2543 ประเทศผู้ซื้อได้แก่ ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปซึ่งมีมาตรการเข้มงวดในการตรวจสารตกค้างในกุ้งที่นำเข้า และล่าสุดประเทศผู้ซื้อตรวจพบสารตกค้าง nitro furans (metabolites)

ในสินค้ากุ้งก้ามกรามจากประเทศไทย ปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการขยายตลาดการส่งออกกุ้งก้ามกรามของไทยรายงานของ องค์การการค้าโลก (WTO) ระบุว่าเมื่อ ปี พ.ศ. 2543 ตลาดผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของโลกมีมูลค่ามากถึง 8 แสนล้านบาทและมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ตลาดใหญ่สุดอยู่ที่ประเทศยุโรป ปีละ 250,000 ล้านบาท รองลงมาสหรัฐอเมริกาปีละ 200,000 ล้านบาท และญี่ปุ่นประมาณปีละ 45,000 ล้านบาท

มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคตเนื่องจาก ผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจต่อสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชัยนาท จึงเริ่มดำเนินการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกุ้งก้ามกรามให้ได้ขนาดใหญ่เพื่อการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน

เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ได้ผลผลิตกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ประมาณ 200-300 กรัม/ตัว (หรือ 3-5 ตัว/กิโลกรัม) โดยเน้นคุณภาพกุ้งปลอดสารหรือกุ้งอินทรีย์ (GAP) พร้อมกับการพัฒนาระบบการเลี้ยงแบบชีวภาพตามแนวทาง Code of Conduct (CoC) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และเป็นการเลี้ยงที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโครงการหนึ่งที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชัยนาท กำลังวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงคุณ

ภาพกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย คือ โครงการเลี้ยงกุ้งก้าม กรามแบบแยกเลี้ยงเดียวระบบน้ำหมุนเวียน (กุ้งคอนโด) โดยศึกษาวิจัยและพัฒนาโครงการดังกล่าว ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชัยนาท สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง

วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาความต้องการทางโภชนาการและสูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้าม กราม ขนาดใหญ่

2. เพื่อศึกษารูปแบบการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามโดยใช้ระบบแยกเลี้ยงเดี่ยวพร้อมระบบน้ำหมุน เวียนให้ได้ผลผลิตกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ ่ขนาด 3-5 ตัว/กิโลกรัม (200-300 กรัม/ตัว)

3. เพื่อศึกษาการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ในระบบชีวภาพให้เป็นสัตว์น้ำปลอดสารพิษ

4. เพื่อเพิ่มมูลค่ากุ้งก้ามกรามโดยการผลิตกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่

5. เพื่อศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่

ผลการศึกษาระหว่างปี 2543-2546

· อาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามขนาด 50 กรัมขึ้นไปควรมีระดับโปรตีนมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

· ภาชนะที่ใช้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามแต่ละตัวควรมีขนาดไม่ต่ำกว่า ความกว้าง 26 ยาว 35 สูง 25 เซนติเมตร เพื่อเลี้ยงกุ้งก้ามกรามขนาด เริ่มต้น 50-60 กรัม จนถึงขนาด 200-250 กรัม

· แต่ละภาชนะที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามควรมีระบบน้ำไหลผ่าน ในอัตรา 0.5 ลิตรต่อนาทีและมีการให้ออกซิเจนทุกภาชนะที่เลี้ยง

· อัตราแลกเนื้อประมาณ 1.5- 2

· อัตราการเจริญเติบโตประมาณ 20-45 กรัมต่อเดือน

· อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมควรมีค่าระหว่าง 29-31 องศาเซลเซียส

· ต้นทุนในการผลิตโดยประมาณ 250-300 บาทต่อกิโลกรัมต่อการเลี้ยง 2,000 ตัว

· ระยะเวลาการเลี้ยง 4-6 เดือนต่อ 1 รุ่น ขึ้นอยู่กับขนาดเริ่มต้น

· ควรสร้างเป็นโรงเรือนปิดขนาด 90 ตารางเมตร เพื่อช่วยเพิ่มอุณหภูมิน้ำให้สูงขึ้นพร้อมระบบน้ำหมุน เวียนภายในโรงเรือน

ขั้นตอนเตรียมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบแยกเลี้ยงเดี่ยว (กุ้งคอนโด)

โรงเรือน

· โรงเรือนปิดขนาด 90 ตารางเมตร ประกอบด้วย

· พลาสติกทนรังสี UV คลุมทั้งโรงเรือนเพื่อเพิ่มอุณหภูมิน้ำภายในโรงเรือน

· บ่อซีเมนต์ขนาด 55 ตารางเมตร 1 บ่อ (กว้าง 5.5 เมตร ยาว 10 เมตร สูง 0.8 เมตร) แบ่งเป็นพื้นที่บ่อสำหรับบำบัดน้ำ 13.8 ตารางเมตร และบ่อรับน้ำขนาด 41.2 ตารางเมตร

· ภาชนะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบแยกเลี้ยงเดี่ยวขนาด 22.5 ลิตร จำนวน 1,000 ใบ (กว้าง 0.26 เมตร ยาว 0.35 เมตร สูง 0.25 เมตร) วางเป็นแนวยาว 6 แถวๆละ 6 ชั้น

· ปั๊มลมขนาด 1 แรง จำนวน 1 ตัว

· ปั๊มน้ำขนาดท่อ 2 นิ้ว จำนวน 1 ตัว

ระบบน้ำ

ระบบน้ำที่ใช้ในโรงเรือนเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เป็นระบบน้ำหมุนเวียนตลอดเวลา โดยน้ำจะไหลผ่านภาชนะที่ใช้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามจากชั้นบนลงสู่ชั้นล่าง ตกลงสู่บ่อรับน้ำ ไหลผ่านบ่อบำบัดน้ำ แล้วจึงใช้ปั๊มน้ำขนาด 2 นิ้วสูบขึ้นไปผ่านภาชนะที่ใช้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามใหม่หมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบการให้อากาศ

ระบบการให้อากาศใช้ปั๊มลมหมุนด้วยมอเตอร์ขนาด 1 แรงม้า แล้วต่อสายอากาศแยกลงแต่ละภาชนะที่ใช้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม เพื่อทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำภายในภาชนะดีขึ้นและเป็นระบบสำรองออกซิเจนในกรณีที่ปั๊มน้ำไม่ทำงาน

อาหาร

ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปชนิดจมน้ำคุณภาพสูง โปรตีนไม่ต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมพันธุ์กุ้งก้ามกราม

กุ้งก้ามกรามที่นำมาเลี้ยง (อาจเรียกว่า การขุนกุ้งก้ามกรามให้มีขนาดใหญ่) เป็นกุ้งก้ามกรามที่เลี้ยงในบ่อดินทั่วไป คัดกุ้งก้ามกรามเพศผู้ที่มีขนาด 50-60 กรัมขึ้นไปมาเลี้ยงภายในโรงเรือนที่มีภาชนะแบบแยกเลี้ยงเดี่ยว ก่อนนำมาเลี้ยงควรตรวจสอบประวัติการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามบ่อดินนั้นๆก่อนว่า มีการเลี้ยงถูกวิธี ให้อาหารมีคุณภาพ ไม่มีการตายก่อนจับ เป็นต้น

วิธีการเลี้ยงและการให้อาหาร

· ขนาดกุ้งก้ามกรามที่เริ่มต้นเลี้ยงแบบแยกเลี้ยงเดี่ยวควรมีขนาด 50-60 กรัมขึ้นไป

· การให้อาหาร ให้อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เวลา 09.00 น.และเวลา 20.00 น.

· ให้อาหารวันละประมาณ 1-2 เปอร์เซนต์ของน้ำหนักตัว ตรวจเช็คอาหารที่กุ้งก้ามกรามกินเหลือทุกครั้งก่อนให้ครั้งต่อไป ถ้ามีอาหารเหลือไม่ต้องให้อาหารเพิ่ม

· เปิดระบายน้ำจากภาชนะที่ใช้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพื่อระบายของเสียออกทุกๆ 3-4 วัน

ผลการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามแบบแยกเลี้ยงเดี่ยว

· อัตราการเจริญเติบโต 20-45 กรัมต่อเดือน

· อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ 1.5-2

· อัตรารอดประมาณ 95 เปอร์เซนต์ (ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แข็งแรงของกุ้งที่นำมาเลี้ยง)

· การเลี้ยงนาน 4-6 เดือนได้ขนาด 200-250 กรัม

· เนื้อกุ้งก้ามกรามมีลักษณะเหนียวและแน่นคล้ายกุ้งธรรมชาติ

ที่มา : http://www.fisheries.go.th/if-chainat/data_1/f7.htm

บทความที่เกี่ยวข้อง