สถานการณ์การเลี้ยงกุ้ง

สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในปีที่ผ่านมา เริ่มต้นปีมีคนเลี้ยงกุ้งขาวประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ กุ้งกุลาดำประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนปลายปี ปริมาณกุ้งกุลาดำที่มีน้อยอยู่แล้วกลับน้อยลงไปอีก คาดว่าพอสิ้นปี คงจะมีผลผลิตไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกุ้งขาวคงมีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตรวมปี 48 ที่ผ่านมาไม่น้อยกว่าปี 47 แต่มูลค่าการส่งออกคงจะต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อยเพราะราคากุ้งปีที่ผ่านมาต่ำกว่า แต่ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปี การเลี้ยงกุ้งในหลายพื้นที่มีปัญหามากโดยเฉพาะทางภาคใต้ แหล่งผลิตกุ้งขาวที่สำคัญ มีโรคแปลก ๆ เพิ่มขึ้นมา

ทำให้การเลี้ยงกุ้งขาวตื่นเต้นมากขึ้น ถ้าไม่มีปัญหากุ้งตายบ้าง เป็นโรคบ้าง ก็จะมีแต่พูดกันว่าจับได้เท่าไรเดี๋ยวก็มีคนอื่นบอกว่าจับได้มากกว่า เหมือนกับยุคแรก ๆ ของการเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่ยังเลี้ยงง่าย มีความพยายามที่จะผลผลิตให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ และในที่สุดก็มีปัญหาต้องถอยลดลงมา เพื่อหาระดับความเหมาะสมในการเลี้ยง จนเหลือเพียง 20-30 ตัว/ ตารางเมตร เท่ากับตอนเริ่มต้นเลี้ยงในปี 2530 และก็มีเหลือเพียงไม่กี่ฟาร์มเท่านั้นที่ยังมีฝีมือเพียงพอที่จะเลี้ยงให้สามารถเป็นธุรกิจได้ ที่น่าแปลกมากที่สุด คือ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรี

ต่อไปถ้าใครอยากจะดูกุ้งกุลาดำตัวใหญ่ ๆ ก็ต้องมาดูที่จันทบุรี หรือจังหวัดทางภาคตะวันออก เพราะที่อื่นยกธงขาวหันมาเลี้ยงกุ้งขาวกันเกือบหมดแล้ว คิดไปก็น่าเสียดายกุ้งกุลาดำ กุ้งบ้านเราแท้ ๆ สู้กันมาทั้งล้มลุกคลุกคลานได้บ้างเสียบ้างแล้วแต่จังหวะ ในที่สุดสู้แรงเสียดทานและกระแสการเลี้ยงกุ้งขาวไม่ได้ ทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่าไปยึดติดมาก เลี้ยงกุ้งอะไรอยู่ได้มีกำไรก็เลี้ยงไป ไม่ต้องตามกระแสหรือตามคนอื่นมากนัก

แต่ที่เป็นห่วงจริง ๆ ตอนนี้คือถ้าผลผลิตกุ้งกุลาดำออกมาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างเช่นถ้ามีกุ้งขาว 320,000 ตัน กุ้งกุลาดำ 30,000 ตัน ตลาดหลักการซื้อขายกุ้งกุลาดำคงจะหันไปประเทศเวียดนามแน่ ทีนี้ประเทศไทยก็จะเป็นเพียงไม้ประดับสำหรับกุ้งกุลาดำ ผลกระทบที่ตามมาคือ ราคากุ้งจะต่ำกว่าประเทศหลักที่ผลิตกุ้งกุลาดำ

ลองหันไปดูราคากุ้งกุลาดำในช่วงที่เราผลิตปีละ 200,000-300,000 ตัน ราคากุ้งบ้านเราสูงกว่า เวียดนาม,อินเดีย,พม่า, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ประมาณ กิโลกรัมละ 40 บาทในกุ้งขนาดเดียวกัน ต้องติดตามดูว่าถ้าเราไม่สามารถเพิ่มผลผลิตกุ้งกุลาดำได้ จะมีผลกระทบต่อราคาในอนาคตหรือไม่
ตอนเริ่มต้นบทความนี้ผมบอกว่ากุ้งขาวมีปัญหาในการเลี้ยงทางภาคใต้ แต่เขียนไปบ่นไปกลับมาพูดเรื่องอื่นแทน นาน ๆ เขียนก็เป็นอย่างนี้แหละครับไม่เหมือนสมัยที่มีสัมมนากันมาก ๆ เขียนบ่อย ๆ พูดบ่อย ๆ ก็ลื่นไหล นาน ๆ เขียนรู้สึกว่าฝืด ๆ ความจริงก็ไม่ได้ห่างหายไปไหน แต่ซุ่มทำงานวิจัยมากขึ้น

เพราะรู้ดีว่ายิ่งเลี้ยงกับแบบประมาท ปล่อยกันแน่นมาก เพราะคิดว่ากุ้งขาวเลี้ยงง่าย มีปัญหารุนแรงเมื่อไรคงจะได้ทราบกันว่าเป็นโรคอะไรต้องแก้ไขกันอย่างไร ที่ผ่านมากุ้งขาวฝั่งทะเลอันดามันมีปัญหาตายกันมากพอสมควรมีทั้งกล้ามเนื้อขาวขุ่น และติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดเชื้อแบคทีเรีย โรค Necrotizing hepatopancreatitis (NHP) ภาษาไทยน่าจะเรียกว่าโรคตับอักเสบ บ่อที่เลี้ยงแน่นมากก็เป็นมาก

มีจุดขาวตามเปลือกก่อนที่จะเริ่มทยอยตายและจุดดำทั่วตัว ห้องเย็นต้องคัดกุ้งป่วยออก เพราะดูแล้วไม่น่าซื้อ ตับกุ้งมีสีแปลก ๆ ผิดปกติ ส่วนมากกุ้งที่ป่วยจะมีขนาดประมาณตั้งแต่ 80 ตัว/กก. กุ้งขนาดเล็กกว่านี้ไม่ค่อยพบ แสดงว่าต้องรอจนของเสียในบ่อมีมากจนไม่เหมาะสมต่อการเลี้ยง แบคทีเรียชนิดนี้จึงทำอันตรายกุ้งได้ ความจริงไม่ว่าจะเลี้ยงกุ้งอะไร ต้องหาจุดเหมาะสม พอเหมาะพอเพียง ที่เลี้ยงได้ผลผลิตพอที่จะเป็นธุรกิจได้โดยไม่เครียดมาก

เพื่อจะได้เลี้ยงนาน ๆ ไม่ใช่เลี้ยงไปเครียดไปต้องลุ้นกันแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะปี 2548ช่วงปลายปีอากาศแปรปรวนผิดปกติด้วยแล้ว ยิ่งทำให้กุ้งมีปัญหามากขึ้นด้วย
เมื่อไม่นานมานี้มีเกษตรกรขาประจำเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา โทรมาปรึกษาปัญหาเพราะฝนตกติดต่อกันนานหลายวัน ความเค็มของน้ำลดลงจาก 25 พีพีที เหลือเพียง 4 พีพีที คงจะพอนึกภาพออกว่าฝนตกหนักติดต่อกันนานแค่ไหน นอกจากความเค็มลดมากแล้ว

หลายฟาร์มน้ำท่วมบ่อกุ้ง ส่วนคนที่ไม่ได้เลี้ยงก็มาจับกุ้งเอาไป เสียหายหนักมากครับ ตั้งแต่จังหวัดปัตตานีขึ้นมาถึงจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช ภัยธรรมชาติแบบนี้ ความจริงทุกปีผมพูดเสมอว่า ทางภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยจับกุ้งให้เสร็จก่อนพายุเข้า คือเดือนตุลาคม และพักบ่อหรืออย่าปล่อยกุ้งช่วงมรสุมจนกว่าพายุจะผ่านพ้นไป แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ คนไทยชอบเสี่ยง ถ้าเลี้ยงผ่านคงจะได้ราคาดี แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่ผ่านโชคดีปลายปีของผมไม่มีกุ้งป่วยเลย เพราะผมไม่ได้เลี้ยง รอให้หมดหนาวก่อนค่อยมาว่ากันใหม่ ตอนนี้ช่วงนี้ก็คอยฟังว่ามีกุ้งที่ไหนเป็นโรคบ้างจะกุ้งดำหรือกุ้งขาวก็ได้จะได้ส่งทีมงานไปเก็บตัวอย่างมาศึกษา
ที่นี้มาพูดถึงการเลี้ยงกุ้งปี 2549 ดีกว่า ในปี 2549 คาดว่าน่าจะเป็นปีที่มีกุ้งขาวออกมาทั่วโลกมากเป็นประวัติการณ์ เอาเฉพาะรายใหญ่ ๆ ตั้งแต่ประเทศจีน แต่ไม่น่าห่วง เรื่องการส่งออกเพราะมีการบริโภคในประเทศมากและเศรษฐกิจจีนยังมีการเติบโตมาก การส่งออกกุ้งไม่น่าจะกระทบไทยมาก
อินโดเซีย น่าจับตามมองเพราะได้เปรียบเรื่องภาษี AD การเลี้ยงกุ้งขาวน่าจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะฟาร์มขนาดใหญ่มีศักยภาพสูงมาก
เวียดนาม ปี 49 จะมีกุ้งขาวเลี้ยงทางตอนเหนือจนถึงตอนกลางของประเทศ แต่ทางใต้ยังคงเป็นกุ้งกุลาดำ แนวโน้มกุ้งขาวจะค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น
เมื่อรวมกับประเทศไทยแล้วเอา เอาเฉพาะรายใหญ่ ๆ ในเอเซีย กุ้งขาวมหาศาลแน่ สามารถผลิตตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาด 35 ตัว/กก. ได้โดย ไม่มีปัญหา แนวทางการผลิตน่าจะใช้การตลาดนำการผลิต โดยเน้นด้านคุณภาพ และเตรียมความพร้อมเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (tracability) ถ้าเราทำก่อนก็ได้เปรียบเพิ่มความน่าเชื่อถือ ต่อผู้ซื้อ และมีโอกาสเปิดตลาดใหม่ได้ง่ายกว่า
หลังจากการเลี้ยงกุ้งเปลี่ยนแปลงจากกุ้งกุลาดำมาเป็นกุ้งขาว การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนคือ เกษตรกรรายย่อยหายไปเกือบหมดแล้ว ทำอย่างไรจะทำให้เกษตรกรรายย่อยสามารถที่จะประกอบอาชีพต่อไปได้ เมื่อวานผมได้เข้าไปรับฟังแนวทางของสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าจีน ที่มีอาจารย์ภิญโญ เกียตริภิญโญ เป็นประธานสหกรณ์ อธิบายแนวทางการดำเนินการของสหกรณ์ ฟังเสร็จแล้วน่าสนใจมากเพราะได้รับการสนับสนุน จากทางภาครัฐ คือกรมประมง สถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร, สหกรณ์จังหวัดสมุทรสาคร, กรมการค้าภายใน และภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการได้แก่บริษัทแพ็คฟูด จำกัด บริษัทผู้ผลิตลูกกุ้งและอาหารกุ้งรายใหญ่ เพื่อให้ความสนับสนุนรวมทั้งสถาบันการเงินคือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ธกส และธนาคารออมสิน ที่จะให้การสนับสนุน แม้ว่ายังอยู่ในขั้นตอนของการจัดทำรายละเอียด และแนวทางในการปฏิบัติ แต่คาดว่าสถาบันการเงินและสหกรณ์น่าจะตกลงเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ จะเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ต้องร่วมกลุ่มกันในการประกอบธุรกิจที่มีมาตรฐานขั้นตอนต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยบริษัท เอฟ.เอ็กซ์.เอ. จำกัด ในฐานะผู้จัดหาระบบนี้จะใช้ในโครงการนี้ด้วย สำหรับสมาชิกเกษตรกรรายย่อยจำนวน 167 ราย มีพื้นที่การเลี้ยง 2,550 ไร่ ที่เข้าร่วมโครงการด้วย ต้องขอเอาใจช่วยทั้งแรงกายและแรงใจครับ
สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่หรือขนาดกลางที่เลี้ยงกุ้งขาวก็ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ถ้าตั้งใจปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องและไม่ควรปล่อยลูกกุ้งมากกว่า 150,000 ตัว/ไร่ เพราะความหนาแน่นระดับนี้ น่าจะเหมาะสมและเพียงพอไม่ควรจะปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นมากกว่านี้ ส่วนผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ขอให้ประสบความสำเร็จต่อไป เลี้ยงให้ได้ขนาดใหญ่อย่าให้กุ้งกุลาดำต้องหายไปจากประเทศไทย คงต้องฝากความหวังไว้กับชาวจันทบุรีที่ยังยึดมั่นในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และเลี้ยงได้ผลดีน่ายกย่องจริง ๆ ครับ ท้ายสุดนี้ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยไม่ว่าท่านจะอยู่ในกระบวนการผลิตขั้นตอนไหนหรือให้การสนับสนุนในด้านอะไรก็ตาม มีสุขภาพที่แข็งแรง และประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ เกือบลืมไป ถ้าต้องการข้อมูลหรือความเคลื่อนไหวทางด้านต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมกุ้งไทย หรือต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่าลืม Thailandshrimp.com. ครับ

thailandshrimp1

thailandshrimp2

สวัสดี

ดร. ชลอ ลิ้มสุวรรณ

ที่มา :  http://www.thailandshrimp.org/data/op_actworld_p2.htm

บทความที่เกี่ยวข้อง