เลี้ยงปลากดคัง

ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ เพราะปลากดคังเป็นปลาน้ำจืดที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เลี้ยงขายได้ราคาดี และมีรสชาติเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทั้งนี้ เกษตรกรอย่าง “ชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ” ซึ่งเลี้ยงปลาชนิดนี้มานานกว่า 10 ปี ได้มาให้ข้อมูลกับทีม “ช่องทางทำกิน”

 

เผื่อจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้เสริมให้กับผู้ที่ทำอาชีพเกษตร.. ชัยพร เจ้าของโชคภรณ์ประเสริฐฟาร์ม ต.บางขาม อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี เล่าว่า… เดิมมีอาชีพเลี้ยงกุ้ง แต่มาเจออุปสรรคเรื่องราคาตกต่ำ จึงหันมาเลี้ยงปลาเบญจพรรณ พร้อมกับศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงปลากดคังควบคู่ไปด้วย

โดยที่หันมาสนใจเลี้ยงปลาชนิดนี้ เพราะเป็นปลาเศรษฐกิจน่าสนใจ แต่ยังมีผู้สนใจเลี้ยงน้อย อีกทั้งปลาคังธรรมชาติก็เริ่มหายาก และใกล้สูญพันธุ์ หลังจากตัดสินใจจะลงทุนทำบ่อเลี้ยงปลากดคัง ก็ได้ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาช่วยสนับสนุนเรื่องเงินทุน

โดยเริ่มทดลองเลี้ยงจาก 1 บ่อ ขนาดพื้นที่ 12 ไร่ ซึ่งใช้พันธุ์ปลาทั้งหมดประมาณ 10,000 ตัว และคัดเฉพาะลูกปลากดคังขนาด 3-4 นิ้ว จากนั้นก็ใช้เวลาเลี้ยงอยู่ประมาณ 2 ปี 8 เดือน จึงได้ปลาน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ’ถ้าเป็นปลาไซซ์นี้จะชั่งขายได้กิโลกรัมละประมาณ 180 บาท“ …เจ้าของฟาร์มกล่าวถึงเรื่องราคาปลาและขนาดปลา

สำหรับการเลี้ยงนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ “ขั้นตอนการอนุบาลปลา” โดยก่อนจะปล่อยลูกปลา ก็ต้องจัดเตรียมบ่ออนุบาลปลาไว้ก่อน เริ่มตั้งแต่การเตรียมพื้นที่บ่อ ตากบ่อ โรยปูนขาว ใส่ปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่ เพื่อปรับสภาพดินให้มีความเป็นกลาง จากนั้นจึงใส่น้ำลงบ่อ เพื่อปรับสภาพน้ำให้ได้ค่า PH ประมาณ 6.5-8 เมื่อได้บ่อสำหรับอนุบาลลูกปลาแล้ว

ให้นำลูกปลากดคังอายุประมาณ 1 อาทิตย์ทำการปล่อยลงบ่อ โดยให้อาหาร 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน เย็น ต่อมาหลังจากที่เลี้ยงลูกปลาได้ประมาณ 1-2 เดือน ลูกปลากดคังก็จะโตขึ้น จากนั้นให้เกษตรกรทำการจับปลาโดยเลือกปลากดคังที่มีขนาดตัวประมาณ 3-4 นิ้ว คัดแยกไปลงบ่ออนุบาลอีกรอบ ซึ่งการเตรียมบ่ออนุบาลก็จะทำเหมือนเดิม แต่จะเปลี่ยนมาให้อาหารเพียงวันละ 2 ครั้งเท่านั้น คือ เช้าและเย็น ’ในการให้อาหารนั้น ช่วงแรก ๆ จะเน้นให้อาหารลอยจำพวกอาหารเม็ดก่อน

เพื่อให้ปลาขึ้นมากินที่ผิวน้ำเป็น จากนั้นจะเริ่มให้อาหารสด จำพวกกุ้งหรือปลาทะเล โดยจะเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 2-3 เดือน ก็ลดอาหารมาเหลือให้เพียงวันละ 1 ครั้ง คือ ช่วงเย็นมื้อเดียว ซึ่งจะนำอาหารเม็ดมาโม่ผสมกับปลาทะเล เพื่อนำมาทำเป็นอาหารปลา ใช้เลี้ยงปลากดคังในช่วงนี้“ …เป็นคำแนะนำจากผู้เลี้ยงรายนี้ เกี่ยวกับการเลี้ยงปลากดคัง

เจ้าของฟาร์มปลากล่าวว่า… สำหรับ “บ่อเลี้ยง” นั้น ต้องขุดบ่อให้มีความลึกประมาณ 2-3 เมตร โดยขั้นตอนการเตรียมบ่อเลี้ยงก็เหมือนกับการเตรียมบ่ออนุบาล แต่ในบ่อเลี้ยงมีข้อควรระวัง คือไม่ควรใส่ปลาจำนวนเยอะเกินไป และควรให้ปลามีพื้นที่ในบ่อมาก ๆ เพื่อปลาจะได้มีการเคลื่อนไหว อีกทั้ง ขนาดของตัวปลาก็จะมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยปลาลงเยอะไปอาจทำให้เกิดความคับแคบได้ ซึ่งแนะนำว่า… ควรเลี้ยงปลากดคังประมาณ 500 ตัวต่อไร่

และให้อาหารเพียงวันละ 1 มื้อในช่วงเย็น เกี่ยวกับ “ระยะเวลาเลี้ยงปลากดคัง” นั้น เจ้าของฟาร์มปลาอธิบายว่า… เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 ปี นับตั้งแต่การเลี้ยงปลาในบ่ออนุบาลจนถึงบ่อเลี้ยง โดยถ้าใช้เวลาเลี้ยงเท่านี้จะได้ปลากดคังขนาดตัวละประมาณ 1.5 กิโลกรัม ซึ่งปลาขนาดนี้ในปัจจุบันจะขายได้ในราคากิโลกรัมละ 150-160 บาท แต่ถ้าเลี้ยง 3 ปีก็จะได้ปลาขนาดประมาณ 3 กิโลกรัมต่อตัว โดยถ้าเป็นปลาขนาดนี้ ก็จะขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 180 บาท… ’ปลากดคังไม่มีข้อจำกัดในเรื่องราคาหรือขนาดเหมือน ปลาน้ำจืดชนิดอื่น

เพราะปลายิ่งตัวใหญ่ก็ยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น“…เป็นคำแนะนำสำหรับผู้สนใจ “เลี้ยงปลากดคัง” ที่นับเป็นอีก “ช่องทางทำกิน” ที่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งนี้ ในการลงทุน “เลี้ยงปลากดคัง” นั้น สำหรับฟาร์มปลาของชัยพรจะใช้ ทุนเบื้องต้น ประมาณ 60,000 บาทต่อไร่ ทุนการเลี้ยง ที่ส่วนใหญ่เป็น “ค่าอาหารปลา” อยู่ที่ประมาณ 1,800 บาท ต่อไร่-ต่อเดือน และใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 2 ปี โดย รายได้ จากการจับปลาขาย เฉลี่ยจะได้ประมาณ 70,000-80,000 บาทต่อไร่ อย่างไรก็ตาม

เจ้าของฟาร์มปลาคนเดิม ได้กล่าวแนะนำสำหรับ “มือใหม่” ที่จะหัดเลี้ยงว่า…ควรเริ่มจากการเลี้ยงปลาที่มีขนาดใหญ่ประมาณตัวละ 1 กิโลกรัม เพื่อฝึกฝนทักษะและเพิ่มความชำนาญในการเลี้ยงก่อนจะดีที่สุด เพราะปลาขนาดนี้จะเลี้ยงง่ายกว่า มีโอกาสรอดสูง ทำให้ไม่ต้องรับความเสี่ยงที่ปลาจะตายมากเกินไป

ใครที่สนใจสามารถสอบถามได้ที่ โทร.09-8296-4363 และนี่ก็เป็นกรณีศึกษา การ เลี้ยงปลากดคัง ที่น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก “ช่องทางทำกิน” ให้กับผู้ที่มีอาชีพด้านการเกษตร เพราะสามารถจะสร้างรายได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นปลาเศรษฐกิจ ขายได้ราคาดี …ณ ที่นี้ก็นำข้อมูลมาให้ลองพิจารณากันดู.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ รายงาน

ที่มา เดลินิวส์

บทความที่เกี่ยวข้อง